fbpx

Osaka – Kyoto ทริปสั้นๆ 4 วัน 3 คืนที่ญี่ปุ่น

October 29, 2018

Ōsaka – Kyōto

คิดจะไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องมาเมืองนี้

 

คิดจะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่ได้ครบรส !

ทั้งวัดวา ที่พัก และศิลปะแบบญี่ปุ่นยุคเก่า

ยังได้ช็อปปิ้ง ซื้อของ เดินเล่นในเมืองที่ทันสมัย

พวกเราคงต้องบอกว่าเมืองโอซาก้าและเกียวโต

เป็นเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ได้แน่ๆ

.

จิบชาเขียวร้อนๆ เก็บกระเป๋าเดินทาง

แล้วพร้อมเดินทางไปกับพวกเราทริปนี้กันเถอะ

อ่านจบแล้วจะอยากไปญี่ปุ่นอีกเป็นร้อยๆครั้ง

ช่วงที่พวกเราเดินทางมาเป็นช่วงต้นเดือนตุลาคม อากาศยังไม่หนาว และยังร้อน เมืองโอซาก้า อยู่ราวๆ 25-27 องศา อากาศดี เดินเล่นชิวๆได้ตลอดทั้งวัน

ในส่วนของเมือง Kyoto อากาศเย็นขึ้นมานิดๆ (เพราะตอนวันไปฝนตก)

พร้อมแล้วเก็บกระเป๋าจ้า ครั้งนี้พวกเราเดินทางด้วยสายการบิน Japan Airline ดีงามมากจริงๆ หรือ สายการบินที่หลายๆคนเรียกชื่อว่า Jal

ซึ่งเรานั่งเป็นแบบ Economy นะคะ อาหารที่เสิรฟบนเที่ยวบินหน้าตาก็จะประมาณนี้ และพิเศษมากๆ ใส่ดอกจันให้เลย ** อย่าลืมลองชิมน้ำกีวี่ เป็นเมนูพิเศษเฉพาะสายการบิน Japan Airline ในเมนูก็เขียนว่า Exclusive

 

และพอมาถึงสนามบินคันไซ เราใช้บริการ wi-fi จาก Global wi-fi ซึ่งเราจองไว้ก่อนผ่าน KKDay แล้วพอถึงก็ใช้ Code หลังการจองไปยื่นรับเครื่องได้เลย ใช้เสร็จก็เอากลับมาคืนที่เดิมจ้า

จุดรับอยู่ที่ เคาน์เตอร์ หน้าอาคารนานาชาติผู้โดยสารขาเข้าชั้น 1 (ใกล้กับประตูฝั่ง South Arrical ติดทางออก F)

 

หลังจากนั่งรถไฟออกจากสนามบิน พวกเราก็มาที่แรกของวันนี้นั่นก็คือ Ebisubbashi Bridge ที่ๆมีป้ายกูลิโกะ นั่นเอง ถือว่ากลายเป็น Landmark ของเมืองโอซาก้าไปแล้ว

วิธีเดินทางก็

  • JR west นั่งมาลงสถานี JR Namba
  • Osaka Subway นั่งสายสีแดง Midosuji ลงสถานี Shinsaibbashi หรือ Namba
  • Osaka Subway สายสีเขียวอ่อน Nagahori Tsurumi-ryokuchi ลงสถานี Shinsaibashi
  • Osaka Subway สายสีน้ำเงิน Yotsubashi หรือสายสีชมพู Sennichimae ลงสถานี Namba

เดินเล่น ช็อปปิ้งสบายๆจ้าวันแรก

 

เราพักกันที่ Chuan House Tamatsukuri เป็นห้องพักแบบเช่ารายวัน มีระบบความปลอดภัยที่ไม่เลว

ในห้องมี wi fi เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องประบอากาศ สิ่งอำนวนความสะดวกต่างๆมาครบจ้า

 

ตื่นมาตอนเช้าวันนี้เราจะมาเที่ยวที่ Osaka Quarium Kaiyukan

จองตั๋วมาก่อน ไม่ต้องต่อแถว แถมได้ราคาพิเศษ กดจองที่ตรงนี้เด้อ ราคาเริ่มต้นประมาณ 680 บาทต่อคนจ้า
https://www.kkday.com/th/product/4849

ได้ตั๋วมาเป็น QR Code ก็เอามาสแกนเข้าได้เลยน้า ไม่ต้องต่อแถว

ที่ อควาเรี่ยม ไคยูคัง (Aquarium Kaiyukan) สถานที่ที่ต้องไปเมื่อมาเที่ยวโอซาก้า ชมสัตว์น้ำมากมายหลากหลายสายพันธุ์ที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เพลิดเพลินกันได้ทั้งครอบครัว พร้อมชมการจัดแสดงไฟสุดอลังการฉลองครบรอบ 25 ปี

 

ด้านในจะมี Locker ให้เช่า เก็บของสะดวก แล้วก็พร้อมเข้าไปกัน

 

ด้านในก็จะเจอกับเด็กๆมาทัศนศึกษากัน น่ารักกกกกกก

ด้านในถ่ายรูปได้นะคะ แต่ห้ามเปิดแฟลชนะ

 

บัตร Osaka Amazing Pass ที่เราซื้อมาก่อนจากลิ้งนี้

https://www.kkday.com/th/product/3247

เป็นด้วยบัตร Osaka Amazing Pass คุณสามารถเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของโอซาก้าได้ถึง 38 แห่ง พร้อมขึ้นรถโดยสารได้ไม่จำกัด เลือกได้ทั้งแบบ 1 Day Pass และ 2 Day Pass ราคาเริ่มที่ 740 บาทต่อคน

จะมีเรือรับส่ง หรือ Shuttle Cruiser Captain Silver รับส่งเราจาก Osaka Aquarium Kaiyukan ไปต่อกันที่ USJ

 

จากนั้นพวกเราก็เที่ยวที่ Universal Studio Japan กันต่อ

พวกเราเคยทำรีวิวกันไปแล้วอ่านต่อได้ที่ : https://lifewithmuay.com/universal-studio-japan/

หรือ https://www.facebook.com/lifewithmuay/posts/2053552058016450

 

วันต่อมาเราจะเดินทางมา Kyoto กันบ้าง ที่แรกที่เราเดินทางมาคือวัด Fushimi Inari หรือ วัดเสาแดง ที่คนไทยรู้จัก วิธีเดินทางก็นั่ง JR มาลงสถานี Kyoto ต่อด้วยนั่ง JR Local มาอีกสองสถานีลงที่ Inari  หรือไม่นั่ง JR นั่งรถไฟสายเอกชนได้ที่ Keihan Main Line มาลงสถานี Keihan Husjimi Inari จ้า

 

ก่อนไปเที่ยวแวะซื้อข้าวกล่องที่สถานีมา อร่อยมากกกกก แต่เย็นๆไปหน่อย

 

ศาลเจ้า Fushimi Inari เป็นศาลเจ้าชินโต มีความสำคัญมากในเมืองเกียวโต และยังเป็นวัดที่มีเสา โทริอิ เยอเป็นหมื่นๆต้นภายในศาลเจ้า

ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เรียกว่าศาลเจ้าสนัขจิ้งจอก เราจะเห็นรูปปั้นสนุขจิ้งจองเต็มไปหมด

บริเวณนี้สวยมากจริงๆ และคนเยอะมากจริงๆ หลายคนอาจสงสัยทำไมถ่ายไม่ติดคนเลย เพราะพวกเรากะจังหวะนานมากที่ถ่ายแล้วจะไม่ติดคน ให้ชมภาพต่อไปค่ะ ว่าคนเยอะขนาดไหน

 

จากนั้นเราไปต่อกันที่วัดน้ำใส หรือ วัด คิโยะมิซุ Kiyomizu dera พวกเราเดินทางจากวัดเสาแดงด้วย Taxi ราคาอยู่ราวๆ 2000 เยน (แอบเอาเรื่อง) เพราะฝนตกเลยหมดตัวเลือกจริงๆจ้า

วิธีเดินทางอื่นๆ เดินทางด้วยรถบัสมาลงที่ Gojo-Zaka หรือ Kiyomizu-michi (สาย 100, 206)

รถไฟมาลงสถานี Kiyomizu-Gojo Station ทั้งสองการเดินทางต้องเดินต่อประมาณ 10-20 นาทีจ้า

 

จากนั้นเราไปต่อกันที่วัดน้ำใส หรือ วัด คิโยะมิซุ Kiyomizu dera พวกเราเดินทางจากวัดเสาแดงด้วย Taxi ราคาอยู่ราวๆ 2000 เยน (แอบเอาเรื่อง) เพราะฝนตกเลยหมดตัวเลือกจริงๆจ้า

วิธีเดินทางอื่นๆ เดินทางด้วยรถบัสมาลงที่ Gojo-Zaka หรือ Kiyomizu-michi (สาย 100, 206)

รถไฟมาลงสถานี Kiyomizu-Gojo Station ทั้งสองการเดินทางต้องเดินต่อประมาณ 10-20 นาทีจ้า

 

ถึงถนนทางเข้าแล้ว คนเยอะมาก

วัดแห่งนี้ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก UNESCO World Heritage Sites แล้ว หากใครมาช่วงนี้จะเซงหน่อยๆ เพราะวัดปิดปรับปรุงเข้า Oympic ปิดซ่อมแซมถึงปี 2020 แต่เข้าไปเดินเล่น

ถ่ายภาพได้ปกตินะ แค่ส่วนงานไม้ต่างๆของวัดใหญ่ จะซ่อมแซม ถ่ายรูปไม่สวย

มีค่าเข้าชมวัดนะคะ อยู่ที่ 300 เยนต่อคนค่ะ

 

นี่คือส่วนปิดปรับปรุง เป็นมุมมหาชนของนักท่องเที่ยวเลย แต่ซ่อมแซม (เศร้า) ตรงนี้เป็นระเบียงเก่าแก่ เคยมีเรื่องเล่าว่า หากใครขอพรแล้วกระโดดลงจากระเบียงแห่งนี้แล้วรอด

คำอธิฐานจะเป็นจริง ซึ่งมีคนโดดตรงนี้เยอะมาก จนทางวัดปิดป้ายห้ามโดด และห้ามเข้า

 

ตรงนี้เป็นน้ำตก โอโตวะ อยู่ด้านล่างของวัด จะมีสามสาย โดยเชื่อว่าแต่ละสายจะให้พรไม่เหมือนกันเช่น อายุยืน ประสบความสำเร็จ ความรัก ซึ่งแน่นอน คนโลภอย่างหมวย ดื่มสามสายไปเลย (ฮ่าๆ)

จากนั้นพวกเราก็นั่งรถไฟกลับไปสนามบินคันไซ กลับบ้านแล้ว เป็นทริปเที่ยวสั้นๆ และแน่นอนพวกเราจะมาซ้ำอีก ยังมีที่เที่ยวดีๆในเมือง Osaka และ Kyoto อีกเยอะแยะมากมาย

และหวังว่ารีวิวนี้จะทำให้เพื่อนๆเดินทางมาเที่ยวตามรอยพวกเรา สนุกแบบพวกเรานะ เย้

อมยิ้ม

ชีวิตง่ายๆ ออกไปเที่ยว กลับมาเขียนเล่าให้ฟัง วันว่างๆนั่งต่อโมเดล ชอบดูหนังแอ็คชั่น กับฟังเพลงป็อบ